Orn’s First Travel In Turkey

0
65
cappadocia
วันที่ 1 : เดินทางถึงสนามบินอตาร์ตุร์ก
(Atartürk Airport) ในช่วงบ่ายวันศุกร์ และรอต่อเครื่องไปยังสนามบินไคเซรี (Kayseri Airport) ในช่วงเย็นใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชม. 25 นาที
จากนั้นก็นั่งรถชัทเทิ้ลบัสของโรงแรมต่อไปยังเมืองเกอเรเม่
(Göreme) อีกประมาณ 1
ชม.
เลือกพักที่เกอเรเม่เพราะอยากสัมผัสบรรยากาศการพักในโรงแรมถ้ำ
(Cave Hotel) จบวันที่ 1 ซึ่งมีแต่การเดินทาง
 
วันที่ 2 Cappadocia : รถมารับไปขึ้นบอลลูนตอนตีห้าครึ่ง
อากาศหนาวมากประมาณ 3 องศาเซลเซียส
รถพามาส่งที่จุดขึ้นบอลลลูนซึ่งตอนนั้นเจ้าหน้าที่กำลังเป่าลมกันอยู่
มีโต๊ะบริการชา, กาแฟ, ของว่างไว้ให้รองท้อง
ไม่นานนักเจ้าหน้าที่ก็มาเรียกให้ขึ้นไปบนกระเช้าซึ่งจุคนได้ฝั่งละ 10 คน
บอลลูนค่อยๆ ลอยสูงขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัวเพราะมัวแต่เพลินกับสิ่งที่ได้เห็น รอบๆ
ตัว พระอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้าแต่ก็เราก็พอมองเห็นบอลลูนหลายๆ
ลูกกำลังเตรียมตัวจะขึ้น บ้างก็ลอยขึ้นมาพร้อมๆ กับบอลลูนของเรา
บนกระเช้าจะมีคนขับและไกด์คอยชี้มือบอกเราว่าตรงนั้นคืออะไร ใช้เวลาอยู่บนบอลลูนประมาณ
1 ชม. ซึ่งบอลลูนจะลอยขึ้นๆ ลงๆ แต่จะสูงไม่เกิน 1,000 เมตร
และไม่ได้น่ากลัวแบบที่ใครๆ คิดหรือเคยพูดให้ฟังมาก่อน พอมาถึงจุดที่บอลลูนลง
เจ้าหน้าที่ชวนพวกเราช่วยกันไล่ลมออกจากบอลลูนด้วยการล้มทับ
หลังจากนั้นก็มีการแจกเหรียญเพื่อแสดงว่าเราผ่านการขึ้นบอลลูนแล้ว
และมีการดื่มแชมเปญฉลองกันแต่จริงๆ แล้วมันคือน้ำแอปเปิ้ลไซรับนี่แหละ
(แต่ได้ยินมาว่าบางบริษัทเป็นแชมเปญจริงๆ คงจะขึ้นอยู่กับราคาค่าขึ้น)
หลังจากนั้นรถก็พามาส่งที่โรงแรมประมาณ 8 โมง
มีเวลาทานอาหารเช้าและเตรียมตัวไปตะลุยต่อค่ะ


cappadocia
 
เนื่องจากซื้อ Daily Tour –  North Cappadocia (Red Tour) ไว้ค่ะต้องรีบทำเวลาหน่อยเพราะรถจะมารับประมาณ
9 โมง ที่ตัดสินใจซื้อทัวร์เพราะการเดินทางในคัปปาโดเกียค่อนข้างลำบากค่ะ
ถ้าเหมารถก็จะแพง แต่ถ้าเราซื้อทัวร์ก็มีบริการรถรับ-ส่งโรงแรม ค่าบัตรผ่านประตู
อาหารกลางวันและที่สำคัญไกด์บรรยายภาษาอังกฤษค่ะ
 
จากโรงแรมไปไม่ไกลนักเราก็มาถึง Devrent Imagination Valley ที่นี่เคยใช้เป็นที่อยู่ตั้งแต่สมัยฮิตไทต์ (Hittites) ซึ่งย้อนไปประมาณ 1,900
ปีก่อนคริสตกาลและถูกใช้เป็นที่อยู่อาศัยเรื่อยมา ปล่องนางฟ้าที่นี่จะมีรูปร่างหน้าตาต่างกันไปตามจินตนาการของแต่ละคนถึงถูกเรียกว่าปล่องนางฟ้า
(Fairy Chimneys) จากนั้นเราก็เดินทางไปที่ Paşabağ – Monks Valley ปล่องนางฟ้าที่นี่จะแตกออกเป็น 2-3 ปล่องจากหินก้อนเดียวกันดูแปลกตา
ที่สำคัญตรงปลายปล่องจะหมือนกับมีคนเอาก้อนหินจากที่อื่นมาวางซ้อนไว้ แต่จริงๆ
แล้วมันเกิดจากการแข็งตัวของลาวาที่ไม่พร้อมกันค่ะ จากที่นี่เราได้ไปที่
Bazaar 54 (Avanos) ซึ่งเป็น Carpet
Workshop
ได้มีโอกาสดูขั้นตอนการทอพรม ซึ่งที่นี่เป็นของรัฐบาลตุรกีค่ะ
เค้าจะนำแม่บ้านมาสอนจนเป็นแล้วส่งอุปกรณ์ให้กลับไปทำที่บ้าน
พอทำเสร็จแล้วก็โทรบอกให้บริษัทไปรับ บริษัทจ่ายเงินเดือนให้ค่ะ
เป็นการสนับสนุนให้คนมีงานทำและไม่ย้ายเข้าเมืองค่ะ
พรมที่นี่ส่งฟรีทั่วโลกและมีใบการันตีจากรัฐบาลให้ทุกผืนค่ะ จากนั้นเราก็ไปต่อกันที่
Avanos Pottery Workshop ไปดูโรงปั้นซึ่งสืบทอดเทคนิคการปั้นตั้งแต่สมัยฮิตไทต์
และมีคอนเซ็ปท์เดียวกับพรมค่ะคือส่งเสริมให้คนมีงานทำ แต่งานปั้นเป็นของผู้ชาย
เครื่องปั้นที่นี่ใช้โคลนที่มาจากแม่น้ำแดง
และทรายขาวจากลาวาในคัปปาโดเกียซึ่งเค้าบอกว่ามันจะแข็งแรงทนทานมาก
หลังจากพักทานอาหารกลางวันแล้วเราเดินทางไปต่อกันที่
Göreme Open Air Museum ที่นี่ประกอบไปด้วย อาราม โบสถ์ หอสวดมนต์
โรงครัว ห้องทานอาหาร ฯ ที่นี่ใช้เป็นที่อยู่ของนักบวชและนางชีโดยแยกสัดส่วนกันชัดเจนในสมัยที่คริสตศาสนายังเป็นเรื่องต้องห้ามในอาณาจักรไปแซนไทน์แต่เมื่อคริสตศาสนาถูกประกาศให้เป็นศาสนาประจำอาณาจักร
ผู้คนก็ย้ายออกไปถูกปล่อยให้ทิ้งร้างจนผุพัง
จนรัฐบาลตุรกีเข้ามาบูรณะและปรับปรุงให้เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง
หลังจากนั้นไปแวะถ่ายรูปกับ Uçhisar Rock-Castle เป็นปราสาทที่อยู่ในจุดที่สูงสุดในแถบนี้ก็สวยดีค่ะแต่มันไกลไปหน่อย
จากนั้นก็ไปแวะถ่ายรูปที่สุดท้ายของวันนี้แล้วคือที่
Esentepe
for Panoramic View
จากที่นี่เรามองเห็นปล่องนางฟ้าเต็มไปหมดเลยค่ะ น่าตื่นตาตื่นใจดี
ที่สำคัญมีเจ้าต้นไม้ที่ผูกอีวิลอายไว้เต็มต้นเป็นแลนมาร์คไว้ให้เราถ่ายรูป
จบทริปวันนี้แล้วค่ะรถมาส่งที่โรงแรมประมาณ 5 โมงเย็น อาบน้ำ พักผ่อนเล็กน้อยประมาณทุ่มนึงก็ลงไปหาอะไรทานในตัวเมืองเกอเรเม่ค่ะ
จากโรงแรมก็เดินเล่นมาเรื่อยๆ จนมาเจอร้านอาหารที่คนที่นี่แนะนำมา
และบอกทางร้านว่าอยากกินอาหารท้องถิ่นเค้าก็แนะนำ
Testi
kebab – Pottery Kebab
มันเหมือนเนื้ออบค่ะ หอม นุ่ม มีกลิ่นเครื่องเทศเบาๆ ที่คนไทยคุ้นเคย
ทานคู่กับข้าวพิลาฟ อิ่มกำลังดีค่ะ
ขณะเดินกลับโรงแรมก็ถือโอกาสแวะซื้อตั๋วรถทัวร์ที่พรุ่งนี้จะเดินทางไปปามุคคาเลไว้เลยค่ะ
เนื่องจากเป็นผู้หญิงที่เดินทางคนเดียวทางคนขายเลยจัดให้นั่งเดี่ยวเลยค่ะถึงแม้จะเป็นเบาะคู่
จบวันที่ 2 แล้วค่า
hierapolis
วันที่ 3 Cappadocia : วันนี้ก็ซื้อ Daily Tour – Ihlara & Underground City (Green Tour) วันนี้นั่งรถมาไกลเหมือนกันที่แรกคือ
Derinkuyu Underground City เป็นเมืองใต้ดินที่กว้างมาก
ทางเดินค่อนข้างแคบ บางช่วงต้องย่อตัวตลอดเส้นทาง
ไม่เหมาะกับคนที่กลัวที่แคบหรือเข่าไม่ดีค่ะ จุดที่เราสามารถเดินชมได้เป็นเพียง 10
% ของเมืองค่ะ อ้อ..ในถ้ำอุ่นกว่าอากาศด้านบนด้วยค่ะ
จากนั้นเราเดินทางไปต่อกันที่
Selime Monastery ที่เห็นชัดเจนที่นี่คือห้องครัว
ห้องเก็บอาหาร โบสถ์ซึ่งแทบไม่มีภาพฝาผนังให้เห็นแล้ว
ไม่แน่ใจว่าถูกทำลายหรือพุพังตามกาลเวลา
จากนี้เราไปต่อกันที่
Ihlara Valley – Trek ไกด์พาเราเดินลงไปด้านล่างและเดินเลาะแม่น้ำเมเลนดิซ
(Melendiz River) ไปเรื่อยๆ บรรยากาศโดยรอบเป็นผาสูงชัน
บางช่วงมีทางขึ้นไปโบสถ์
บางช่วงมีหน้าต่างถูกเจาะไว้ซึ่งดูยังไงก็ไม่เข้าใจว่ามนุษย์จะขึ้นไปถึงตรงนั้นได้อย่างไร
บางช่วงเดาเอาว่าเป็น
Pigeon  Valley ที่นี่ไม่ค่อยประทับใจไกด์ค่ะ
ไม่พาชมอะไรเลยนอกจากเดินเลาะแม่น้ำแล้วมานั่งพักที่ร้านน้ำชาตั้งเกือบ 20 นาที
! แต่มากับทัวร์ก็ต้องทำใจนิดนึง
จริงๆ วันนี้ก็พาไปจุดชมวิวและร้านจิวเวลรี่แต่ไม่ขอเล่ารายละเอียดค่ะ
cleopatra
 
กลับถึงโรงแรมประมาณ 5 โมงครึ่ง
รับประทานอาหารเย็นที่โรงแรม
นั่งพูดคุยกับพนักงานที่นี่ซึ่งน่ารักดีเพื่อรอเวลาขึ้นรถตอน 2 ทุ่มค่ะ
พอใกล้เวลาจู่ๆ เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าจะไปส่งขึ้นรถทั้งๆ
สามารถลากกระเป๋าลงเนินไปเองได้ประมาณ 10-15 นาที
สงสัยจะสงสารที่เห็นเรามีกระเป๋าหลายใบ คนที่นี่มีน้ำใจมาก
!
วันที่ 4 Pamukkale : หลังจากนั่งรถมาประมาณ
8 ชม.ก็มาถึงท่ารถเดนิซลี่
(Denizli) แต่เช้ามืดและมีรถชัทเทิ้ลบัสมารับไปปามุคคาเลอีกต่อหนึ่งแต่ไม่ไกลค่ะนิดเดียวก็ถึง
แล้วตอนมาถึงบางร้านเริ่มเปิดแล้วจึงถามทางไปโรงแรมซึ่งบังเอิญมีคู่รักจากฝรั่งเศสพักที่เดียวกันเลยได้ร่วมทางกัน
ฝ่ายชายเห็นเราถือกระเป๋าหลายใบเลยช่วยหิ้วให้ใบนึง ได้พักห้องข้างๆ กันอีกด้วย
หลังจากพักผ่อนและทำธุระเรียบร้อย สายๆ ก็ออกเดินทางไปปราสาทปุยฝ้าย
(Pamukkale Thermal Pools) เราเดินย้อนขึ้นไปเรื่อยๆ
โดยที่ต้องถอดรองเท้านะคะเพื่อรักษาความสะอาด ตอนที่เห็นไกลๆ
มันเหมือนภูเขาที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ แต่พอไปเห็นใกล้ๆ
มันก็อีกความรู้สึกนึงบอกไม่ถูกค่ะ น้ำค่อนข้างแห้งแต่ก็ยังสวย น้ำจะอุ่นกำลังดี
จุดที่มีน้ำไหลผ่านพื้นจะไม่แข็งไม่เจ็บเท้า มีนักท่องเที่ยวลงไปแช่กันเยอะ พอขึ้นไปถึงด้านบนจะเป็นอีกบรรยากาศนึงเลยค่ะ
มีซากปรักหักพังเมืองโบราณและโรงละครให้เห็นอยู่ไกลๆ
เราเลือกเดินขึ้นเนินเขาไปเรื่อยๆ เพื่อไปดูโรงละคร
(Amphitheatre)
ก่อน จริงๆ
แล้วมีรถบริการขับขึ้นมาส่งเราดูแล้วเหมือนไม่ไกลเลยเลือกที่จะเดิน
แต่ทำเอาหอบเลยค่ะ โรงละครที่นี่ยังสวยและดูสมบูรณ์อยู่มากค่ะ
รู้สึกว่าคุ้มค่าที่เดินขึ้นมาค่ะ
หลังจากนั้นเราเดินลัดเลาะดูซากเมืองเก่าเฮราโปลิส
(Hierapolis)
ไปเรื่อยๆ มันกว้างมากแต่อยู่ในสภาพที่ไม่สมบูรณ์แทบจะจินตนาการไม่ออกว่ามันเคยเป็นห้องอะไรบ้าง
เราเดินดูจนสุดประตูทางออกแล้วเดินย้อนกลับมาใหม่เพราะนึกได้ว่ายังไม่ได้ชมสระน้ำโบราณและพิพิธภัณฑ์
เมื่อดูจนครบหมดแล้วเราก็เลือกที่จะเดินกลับทางเดิมค่ะ
มีหยุดพักเอาขาแช่น้ำก็ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายดี
ออกจากปามุคคาเลมาก็แวะแลกเงินและซื้อไอศครีมตุรกีกินระหว่างทาง
หลังจากที่คุยกันทำให้รู้ว่าเรายังไปไม่ครบ แต่วันนี้หมดแรงแล้วจริงๆ ค่ะ
จึงเลือกที่จะกลับไปพักผ่อน
edremit
 
วันที่ 5 เดินทางไปอิสเมียร์ : วันนี้ตื่นสายหน่อย
เช็คเอาท์แล้วก็ลากกระเป๋าไปซื้อตั๋วรถทัวร์เพื่อนั่งรถไปหาเพื่อนที่อิสเมียร์
(Izmir) ใช้เวลาเดินทาง 4 ชม.ก็ไปถึงท่ารถอิสเมียร์แบบงงๆ
เพราะเด็กรถไม่บอกอะไรเลย พยายามถามทางไปขึ้นรถชัทเทิ้ลบัส(ฟรี) เพื่อเข้าเมือง เกือบจะได้ขึ้นมินิบัส
(เสียเงิน) แล้วค่ะ
แต่มาเจอคุณลุงใจดีช่วยลากกระเป๋าพาไปส่งขึ้นรถแถมช่วยบอกจุดหมายปลายทางของเราให้คนขับรถรู้อีกด้วย
ก่อนไปย้ำด้วยว่าฟรีนะ ไม่ต้องจ่ายเงิน ในที่สุดก็เจอเพื่อนถึงที่หมายอย่างปลอดภัย
เย็นนั้นเราแวะซื้ออาหารบางอย่างกลับไปทานด้วยกันและเพื่อนก็ทำอาหารไทยรอไว้อีก 2
เมนู
ayvalık
 
วันที่ 6 Ayvalık : วันนี้เพื่อนพาขับรถไปเที่ยวเมืองอายวาลึค ขับรถไปประมาณ 3
ชั่วโมงครึ่งเราก็ไปถึง
Şeytan Sofrası
ไม่แน่ใจว่าแปลว่าอะไรแต่บนนี้จะมีสิ่งที่คนเชื่อกันว่าเป็นรอยเท้าซาตาน
(Satan’s footsteps) คนนิยมโยนเหรียญลงไปแล้วอธิษฐาน
คนยังนิยมขึ้นมาบนนี้เพื่อมาดูพระอาทิตย์ตกดิน น่าเสียดายเราไปถึงตอนสายๆ
ซึ่งแดดแรงมาก
เราสามารถมองไปยังอีกฝั่งของทะเลซึ่งเพื่อนบอกว่าฝั่งนั้นคือประเทศกรีซ
หลังจากนั้นเราขับรถไปเที่ยวในตัวเมืองอายวาลึคกันต่อ ไปชมสถาปัตยกรรม
บ้านเรือนแบบกรีก ที่นี่จะมีลักษณะแบบหมู่บ้านชาวประมงดูแปลกตา
ผู้คนก็หน้าตาไปทางกรีกมากว่าตุรกีค่ะ หลังจากพักทานอาหารกลางวันกันเรียบร้อยเราขับรถไปกันอีกสักพักก็มาถึงอุทยานแห่งชาติฮาซานโบอุลดุ
(Hasanboğuldu
National Park) เราเดินลัดเลาะไปตามบันไดไม้ไม่ไกลนักเราก็มาถึงน้ำตกซุทุเว่น
(
Sütüven Waterfall) แต่ทำได้แค่ถ่ายรูปนะคะ
จากนั้นเราก็เปลี่ยนเส้นทางเดินอีกนิดหน่อยก็จะไปเจอสระน้ำธรรมชาติ
(Hasan Boğuldu Göleti) ซึ่งน้ำใสมาก เป็นน้ำที่ไหลลงมาจากภูเขา มีป้ายติดไว้ว่าห้ามลงเล่นน้ำ
(แต่ก็มีคนแอบลง) เนื่องจากต้นไม้ใบไม้แถวนี้เริ่มเปลี่ยนสี
ให้ความรู้สึกถึงฤดูใบไม้ร่วง ดูอบอุ่นปนเหงาไปพร้อมๆ
กัน…วันนี้ได้ไปทั้งชายทะเลทั้งขึ้นภูเขา คุ้มค่ามาก
!
hierapolis
วันที่ 6 Bergama : เป็นหนึ่งวันที่เพื่อนพาขับรถไปเที่ยวเมืองโบราณแบกาม่า
(Bergama) เราไปถึงตัวเมืองแบกาม่าสายๆ จึงไปเดินสำรวจรอบๆ
เมืองก่อนและแวะกินอาหารรองท้อง แล้วจึงขับรถขึ้นไปบนเขาที่เมืองโบราณตั้งอยู่
มีกระเช้าบริการด้วยค่ะสำหรับคนที่ไม่มีรถ พอไปถึงจุดแรกเราก็เดินไปดูโรงละครซึ่งที่นี่จะชันมากที่นั่งยังค่อนข้างสมบูรณ์แต่ด้านล่างไม่เหลืออะไรให้เห็นแล้วค่ะ
ส่วนอื่นๆ ของเมืองถือว่ายังมีซากที่ค่อนข้างสมบูรณ์ให้เห็นมากมาย  หลังจากนั้นเราเดินทางไปออกนอกเมืองไปนิดหน่อยก็ถึง
Bergama Asklepion Örenyeri (the ancient medical complex) ซึ่งเชื่อกันว่าที่นี่เคยเป็นโรงพยาบาลบำบัดทางจิตแห่งแรกในโลกเมื่อประมาณ
2 พันปีก่อน ซึ่งบำบัดด้วยเสียงน้ำไหลและดนตรี
มีห้องผู้ป่วยหลายห้องที่ยังอยู่ในสภาพดี
หลังจากนั้นเราแวะทานอาหารเย็นในเมืองแบกาม่าซึ่งปิดค่อนข้างเร็ว
เพื่อนบอกว่าที่นี่ดังเรื่องปลา เราเลยลองกินเมนูปลาย่างหลายๆ เมนู ซึ่งก็อร่อยจริงๆ
ค่ะ
pamukkale
 
วันที่ 7 เดินทางไปอีสตันบูล : วันนี้ไม่มีอะไรมากค่ะ
เพื่อนมาส่งขึ้นเครื่องเพื่อบินกลับอีสตันบูล นัดเจอกับเพื่อนร่วมงานที่สถานีลาเวนท์
(Lavent) ที่นี่มีเรื่องให้ตื่นเต้นอีกจนได้จู่ๆ
มือถือก็ไม่สัญญาณอะไรเลย ไม่รู้จะติดต่อเพื่อนยังไงดี หันไปหันมาเจอสาววัยนักศึกษาที่พูดภาษาอังกฤษได้เลยขอความช่วยเหลือ
เค้าก็ช่วยโทรหาเพื่อนให้และอยู่รอจนเจอเพื่อน ประทับใจมาก
เพื่อนพาไปเยี่ยมชมออฟฟิศและพูดคุยกับพนักงานคนอื่นๆ
ไม่นานนักก็ต้องออกจากออฟฟิศเนื่องจากเป็นวันศุกร์เพื่อนเกรงว่ารถจะติด
หลังรับประทานอาหารเย็นร่วมกับครอบครัวเพื่อน ๆ
ก็พาไปส่งบ้านเพื่อนสาวที่เราไปขออาศัยพักด้วยค่ะ…ไปถึงบ้านเพื่อนเกือบสามทุ่มได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและพูดคุยกันจนดึกกับเพื่อนและคุณพ่อ
 
bergama
วันที่ 8 Istanbul : วันนี้ตื่นสายนิดหน่อย
เพื่อนเตรียมอาหารเช้าสไตล์ตุรกีไว้ต้อนรับอย่างน่าประทับใจ  หลังจากถามทางเข้าเมืองเรียบร้อยก็ออกเดินทางโดยขึ้นรถมินิบัสมาต่อรถราง
ถามทางคนไปเรื่อยๆ ก็ตื่นเต้นดีจนในที่สุดก็มาถึงสุลต่านอาห็เมท สแควร์
(Sultanahmet Square) สิ่งที่เดินมาเจอสิ่งแรกเลยก็คือ German Fountain ลักษณะจะดูแตกต่างจากสถาปัตยกรรมโดยรอบเนื่องจากถูกสร้างในเยอรมันตั้งแต่ปี
1901 ส่งมาให้เป็นของขวัญแก่สุลต่านอับดุลฮามิท ที่ 2 และแน่นอน 3
เสาเรียงกันสะดุดตา
Hippodrome  เดินไปไม่ไกลนักเราก็เจอมัสยิดสีน้ำเงิน (Blue Mosque) ตั้งตะหง่านตรงกันข้ามกับพิพิธภัณฑ์ฮาเจียโซเฟีย (Haghia Sofia Museum) จุดมุ่งหมายวันนี้คือ The
Archeological Museum
ที่อยู่ข้างๆ พระราชวังทอปกาปึ (Topkapı Palace) จึงเดินลัดเลาะไปเรื่อยๆ จนเดือนมาเจอ Fountain of
Ahmet III
อยู่ด้านหน้าทางเข้าเป็นสถาปัตยกรรมสี่เหลี่ยมจตุรัสที่สวยมาก
ใครเห็นก็ต้องแวะถ่ายรูปทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร…จริงๆ
แล้วตั้งใจมาชมพิพิธภัณฑ์ไปพลาง รอเพื่อนไปพลาง
แต่พอเดินมาเจอทางเข้าพิพิธภัณฑ์ที่คิวยาวมากเลยตัดสินใจเดินย้อนกลับมารอเพื่อนแถวสุลต่านอาห็เมท
สแควร์อีกที
เมื่อเจอเพื่อนเป็นที่เรียบร้อยก็พากันเดินกลับไปทางเดิมซึ่งต้องผ่านสวน
Rose house Park ที่อยู่ด้านหน้าพระราชวังทอปกาปึ
เป็นสวนที่กว้างและสวยมากประดับประดาไปด้วยดอกไม้ต้นไม้นานาพันธุ์ เราใช้เวลาเดินในพิพิธภัณฑ์ประมาณ
2 ชม. จนพิพิธภัณฑ์ปิด ข้างในมีของที่ประเมินค่าไม่ได้มากมาย
แบ่งออกตามช่วงยุคสมัยย้อนไปหลายพันปีที่ขุดพบในตุรกี เดินดูจนทั่วคุ้มค่าบัตรเข้าชมค่ะ
 

Aybike Orn

Thailand

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here